Loading...

Follow L'Optimum Thailand on Feedspot

Continue with Google
Continue with Facebook
or

Valid

เหตุผลสำคัญที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ collectors’ issue นี้เลือกน้อย – กฤษดา สุโกศล แคลปป์ ศิลปิน นักแสดง และผู้ก่อตั้งโรงแรม The Siam มาเป็น creative director ประจำเล่ม นอกเหนือไปจากการเป็นนักสะสมของเก่าตัวยงที่รู้จักกันไปทั้งวงการแล้ว ความสามารถในการแปรเปลี่ยนของเก่าที่เขารักให้กลายมาเป็นอาณาจักรอันสวยงามและทำเงินได้จริงนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งโรงแรมบูตีคลักชัวรีระดับไฮเอนด์แห่งนี้ก็ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าถ้าจะทำความรู้จักตัวเขาก็สามารถมองผ่านโรงแรมเขาได้จริงๆ

สิ่งเสพติดสร้างความสุข

“การสะสมของเก่านี่เป็นสิ่งเสพติดจริงๆ ครับ” น้อยเริ่มบทสนทนากับเราภายในห้อง vinyl room ที่เต็มไปด้วยคลังแผ่นเสียง เฟอร์นิเจอร์เก่า รูปภาพ และของสะสมที่ล้วนแล้วแต่เล่าเรื่องราวของตัวเองที่ร้อยเรียงกันได้อย่างลงตัว “เรียกได้ว่า รายได้ทั้งหมดที่มี นอกเหนือไปจากการดูแลครอบครัวแล้ว ในส่วนเงินที่ใช้จ่ายเองนั้น ผมไม่ซื้ออะไรเลยจริงๆ (หัวเราะ) ไม่ซื้อรถ ไม่ซื้อเสื้อผ้า แก็ดเจ็ตก็ไม่เอา แต่ซื้อของเก่าทั้งหมด และก็เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง… ไปหาของเก่านี่ล่ะครับ สุดสัปดาห์นี่ต้องไปเดินจตุจักร ไม่ไปไม่ได้จริงๆ มันสนุกจริงๆ นะครับเวลาได้เห็นของต่างๆ มาวางอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นและเล่าเรื่องราวได้

“ดูอย่างตู้นี้ก็ได้ครับ” เขาหันไปหาตู้กระจกขนาดเล็กจิ๋วติดผนังที่มีไฟแช็กซิปโป้เก่าคร่ำคร่าวางคู่กับซองบุหรี่โบราณที่เก่าจนเหลือง “นี่คือไฟแช็กซิปโป้สมัยสงครามเวียดนามนะครับ ผมได้มาตอนสมัยวัยรุ่นที่ไปแบ็กแพ็กเที่ยวเวียดนาม ก็เอามาวางไว้ แล้วเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้วนี้เองที่ผมไปเดินเล่นที่ตลาดไท เห็นเขาขายซองบุหรี่อเมริกันสมัยก่อน ยังซีลอยู่เลยครับ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าถ้าเอามาวางคู่กับไฟแช็กชุดนี้จะสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอนครับ ซองบุหรี่โบราณสัญชาติอเมริกันกับไฟแช็กซิปโป้รุ่นสมัยสงครามเวียดนาม นี่คือการเติมวิญญาณให้กับของเก่าน่ะครับ ตอนนั้นตัดสินใจทันทีว่ายังไงๆ ก็ต้องกัดฟันซื้อ และพอซื้อมาแล้วก็เห็นชัดเลยว่ามันคุ้มค่าจริงๆ เพราะทุกครั้งที่ผมเห็นตู้นี้จะรู้สึกดีและมีความสุขจริงๆ ครับ”

Somewhere in Time

ทุกครั้งที่ทีมงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์น้อย เขาจะเล่าเรื่องความหลงใหลในห้วงเวลาแห่งอดีตที่ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง Somewhere in Time (1980) “ผมอยากจะมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่แล้ว โดยเฉพาะในยุค ’20s – ’40s นี่อยากอยู่ที่สุดเลยครับ เพราะเป็นช่วงที่คนเริ่มออกเดินทางไปพบเจออะไรใหม่ๆ ชาวยุโรปได้เดินทางมาเปิดหูเปิดตาที่ทวีปเอเชียและแอฟริกา ยุคนั้นมันมีความโรแมนติกของมัน มีสไตล์ของมัน แฟชั่นเพิ่งเกิด ดนตรีแจ๊ซเพิ่งมา ทุกอย่างดูเป็นสีขาวและดำ ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามากเหลือเกิน ทุกอย่างดูเป็นสีเทาไปหมดเลยครับ” น้ำเสียงทิ้งท้ายของเขาออกเจือความเศร้าเล็กน้อย

“อย่างที่เห็นนะครับว่าเมื่อก่อนผมไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจการของครอบครัวเท่าไหร่นัก” น้อยเริ่มเล่าย้อนอดีต “ผมเลือกร้องเพลง และแสดงหนัง เพราะไม่อินกับกิจการโรงแรมเลยน่ะครับ ตอนเลือกเรียนปริญญาตรี เรียนโรงแรมได้ปีเดียวก็เปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยา คือไม่ชอบจริงๆ แต่วันหนึ่งคุณแม่ให้ผมมาดูที่ดินผืนนี้ คิดว่าลึกๆ ท่านคงอยากให้ผมมาช่วยกิจการของที่บ้านนั่นล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็รู้ดีว่าชีวิตเรามีครั้งเดียวและเราต้องทำสิ่งที่เรารัก ท่านช่วยสนับสนุนเรื่องการแสดงและการร้องเพลงมาโดยตลอด… นั่นล่ะครับ แต่ทันทีที่ผมเห็นที่ดินผืนนี้ ผมเห็นทางที่จะมีส่วนร่วมกับธุรกิจในครอบครัวได้อย่างไรโดยที่ตัวเองไม่เสียความเป็นตัวเองและความสนุกสนานในการทำงานน่ะครับ”

แม้ว่าที่ดินผืนนี้จะเรียกได้ว่าเป็นที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ห่างไกลคำว่า ‘ทำเลทอง’ ไปมากนัก “ผมว่าการสร้างโรงแรมบนที่ดินผืนนี้เป็นความท้าทายมากเลยครับ ถึงแม้มันจะอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา แต่ก็อยู่ในแถบที่คนไทยเองก็ยังไม่คุ้นเคยดีเสียด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ดาวน์ทาวน์ มันไกลมาก โจทย์คือเราจะสร้างอะไรที่ทำให้คนเดินทางมาหาเราโดยที่ไม่ใช่โรงแรมแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าผมต้องทำให้ถึงน่ะครับ และด้วยความที่เขตดุสิตนี้เป็นเมืองเก่า ผมจึงคิดถึงตัวเองที่อยากจะกลับไปมีชีวิตอยู่เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ทุกคนเดินทางด้วยเรือ ผมจึงอยากจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับแขกของโรงแรม ให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมเก่าๆ ของเรา แขกที่มาหาเราจะต้องมาเรียนรู้เราด้วย ดังนั้นโรงแรมนี้จะต้องแตกต่างจากคนอื่นๆ น่ะครับ”

กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ว่าด้วยเรื่องการเล่าเรื่องและของเก่านั้นมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรมแบบอธิบายสามวันก็ไม่หมด เรียกได้ว่าทุกมุมของโรงแรมนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมได้ไม่ยาก “ทุกห้องในโรงแรมจะตกแต่งแตกต่างกันออกไปครับ” น้อยพาเราเดินวนรอบโรงแรม “ห้องไหนที่มีธีมว่าด้วยเรื่องอาหาร หน้าห้องก็จะมีบัตรเชิญรับประทานอาหารของทูต เมนูโบราณ ภาพอาหาร อะไรแบบนี้ ส่วนห้องสำหรับครอบครัวก็จะเป็นเรื่องราวของเด็ก สูติบัตรโบราณ โฆษณาผ้าอ้อม อะไรแบบนี้ครับ”

วิถีอินดี้ที่คุ้นเคย

“ตอนที่ตัดสินใจจะสร้างโรงแรมนี้ใหม่ๆ มีคนสงสัยหลายคนเลย” น้อยหัวเราะ “แต่ผมเชื่อในวิชั่นของตัวเองนะครับ และที่สำคัญผมเองก็คุ้นชินกับการเป็นนักร้องอินดี้ที่ต้องทำเพลงไปสู้กับศิลปินค่ายหลักที่มีสื่อในมือเยอะแยะอยู่แล้ว ความยูนีก ความแตกต่างที่ทำให้เราโดดเด่นไม่เหมือนคนอื่นสิที่จะทำให้เราอยู่ได้นาน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดว่าในเมื่อผมสะสมของโบราณมากขนาดนี้แล้วผมก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับของโบราณที่ผมสะสมมาผ่านโครงสร้างของโรงแรมนี้ ผมจะทำให้โรงแรมนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยความไม่เหมือนใครนี่ล่ะครับ”

น้อยเปรียบเปรยการสร้างโรงแรมของเขาว่าเป็นเหมือนการกำกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เขาคือผู้กำกับที่มีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องถ่ายทอดภาพต่างๆ ในหัวของเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง “โจทย์ที่ผมให้ Bill Bensley สถาปนิกชาวอเมริกันที่เบสในกรุงเทพฯ ก็คือโรงแรมของผมจะต้องแตกต่างจากคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต้องมีเรื่องเล่า เรื่องราวให้แขกได้มาเรียนรู้ ไม่ใช่ให้แขกมาพักเฉยๆ เท่านั้น ซึ่งต้องขอบคุณเขาว่าโดยปกติสถาปนิกระดับนี้เราจะไปแตะต้องภาพในหัวเขาไม่ได้เลย แต่ผมเองก็อยากมีส่วนร่วมกับโรงแรมนี้ให้ได้มากที่สุด เขาก็เคารพผมมากในเรื่องของการตกแต่ง และเขาก็ออกแบบโครงสร้างได้สวยงามจริงๆ น่ะครับ

“ในส่วนของการตกแต่งในโรงแรมผมเป็นคนจัดการทั้งหมดครับ” น้อยพาเราเดินชมแต่ละห้องในโรงแรม “ภาพที่แขวนผนังทั้งหมดนี้มีกว่าสองพันภาพ ผมเลือกเองทั้งหมด เอาไปใส่กรอบเองกับมือเลยครับ เหนื่อยมากเลย แต่พอเห็นคนอื่นมายืนมองชื่นชมภาพเหล่านั้นผมรู้สึกดีมากๆ เลยครับ เป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่มีคนมาฟังเพลงของเราเลยครับ

“วันเปิดโรงแรมเหรอครับ” น้อยถามย้ำเมื่อเราถามถึงความรู้สึกในวันแรกที่โรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ “วันเปิดทำการไม่ได้แปลว่าเราทำอะไรสำเร็จแล้วนะครับ จริงๆ แล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ก็เหมือนกับการเป็นศิลปินนี่ล่ะครับ ออกอัลบั้มไม่ได้แปลว่าสำเร็จ ต้องพิสูจน์ตัวเองกันอีกยาวๆ ซึ่งโรงแรมนี่เดิมพันมันสูงกว่าเยอะมากเลยนะครับ ออกอัลบั้มแล้วไม่ดังก็ยังออกใหม่ได้ แต่การลงทุนโรงแรมนี่เรียกได้ว่ามหาศาลมากนะครับ เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อธนาคารที่ให้เรากู้ด้วยนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมรู้ว่าปีสองปีแรกนี่เป็นปีที่เหนื่อย ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ให้คนเชื่อถือเรา..

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

Sex Education Season 2 เริ่มถ่ายทำแล้ว! โดยมีกำหนดฉายปี 2020

ใครที่ยังอารมณ์ค้างจากเรื่องนี้ ล่าสุดเค้าประกาศทำ Season 2 แล้วนะ กำหนดออนแอร์ไว้น่าจะช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า 2020 และจะมีทั้งหมด 8 ตอนเท่ากับซีซั่นแรก ใครยังไม่ได้ดูนี่ดูด่วนเป็นอีกเรื่องที่คนมี Netflix ห้ามพลาดดด! ควรใส่หูฟังอย่าเปิดเสียงดังและควรดูคนเดียวเราเตือนแล้วนะ อย่าพึ่งล้มหายตากจากกันไปก่อนหละทุกคน

The post Sex Education Season 2 เริ่มถ่ายทำแล้ว! โดยมีกำหนดฉายปี 2020 appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

หน้าร้อนปีนี้ จะลุกเป็นไฟ เตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของ Together Festival 2019 ปาร์ตี้สุดเดือดของคอเพลงเทคโน อิเล็กทรอนิกส์ และ เฮาส์มิวสิคในกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันดีว่า เป็นเทศกาลดนตรีระดับคุณภาพ ตัวจริงของประเทศ ที่โด่งดังจนได้รับการตอบรับไปยังต่างประเทศอีกด้วย เรื่องสุดจัด เต็มที่ ในทุกปี ในเรื่องของการเป็นผู้นำ หนึ่งเดียวในเรื่อง Line Up ที่เด็ดที่สุด กว่าเฟสติวัลไหนๆ จนเป็นที่ยอมรับ และ การันตีได้ว่าแฟนๆ Together Festival จะไม่มีคำว่าผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งการกลับมาของปรากฏการณ์ แห่งความมันส์ในปีนี้  พบกับที่สุดของ Line upแห่งปี!! ที่จะมาประชันกันในระดับตำนาน ไปยันดาวรุ่งพุ่งแรง  พร้อมโปรดักชั่นจัดหนักกว่าเดิม!!!  ไบเทค บางนา  ในวันที่  3-4 พค นี้

เพียงแค่เผย Line Up ดีเจแถวหน้าระดับหัวกระทิของโลกเฟสแรกที่เปิดตัว ก็เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างหนัก กับ Line Up สุดเดือด ศิลปินกลุ่มแรกของ Together Festival 2019  ปีนี้ เตรียมตัวพบกับ DJ SNAKE ขอต้อนรับเจ้าพ่อสาย Trap อย่าง “DJ SNAKE” ที่การันตีความเดือดอย่างแน่นอน เดือดจนคอหักกันไปข้างเลย! ปีนี้พี่งูของเรา จะมาพร้อมกับตัวแม่อีกคน ALISON WONDERLAND เธอคนนี้ได้เคยแสดงเอาไว้ตอนมาไทยครั้งก่อนได้อย่างดุเดือดมากๆ หลายคนถึงกับเรียกร้องอยากให้กลับมาอีก! ครั้งนี้เธอกลับมาหวดอย่างเต็มที่เลย GRYFFIN (Live) การนำพา “GRYFFIN” มาเล่นครั้งนี้แบบ Live set! รับรองเลยว่าทุกคนต้องจดจำกับความอลังการของการเล่นเครื่องดนตรีแบบสดๆให้เราได้ชมกัน , JEFFREY SUTORIUS (DASH BERLIN) ด้วยการกลับมาของ “JEFFREY SUTORIUS” หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “DASH BERLIN” กลับมาให้พวกเราหายคิดถึงกันไปเลย, และ สุดท้ายเสริมทัพด้วย 3 แสบ  KUNGS, MARLO  และ PARTY FAVOR พร้อมรอ Line Up กลุ่มที่ 2 ที่แสบไม่แพ้กันแน่นอน

ขนกองทัพดีเจมาให้ทุกคนได้มันส์กันขนาดนี้  อย่าได้พลาดกับงาน Together Festival 2019 ครั้งนี้อย่างเด็ดขาด!!! ซื้อบัตรได้แล้ว วันนี้ ทาง www.togetherfestival.net พิศษสุด เมื่อซื้อบัตรงาน Together Festival 2019  ผ่านบัตรเครดิต BANGKOK BANK ท่านจะได้รับส่วนลด 10% ทันที! ( สามารถใช้โปรโมชั่นนี้ ได้ถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น ) แล้วมาเจอกันที่ ไบเทค บางนา ในวันที่ 3-4 พฤษภาคม นี้! เตรียมร่างกายให้ดี แล้วมามันส์ด้วยกัน

The post หน้าร้อนนี้ จะลุกเป็นไฟกับ TOGETHER FESTIVAL 2019 appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

เหล่านักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Triple Frontier

ก่อนที่เราจะเข้าไปสัมภาษณ์ roundtable กับสื่อมวลชนอื่นๆ จากประเทศไทย เราได้รับบรีฟอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามถามเรื่องส่วนตัวของดารา’ ขอให้โฟกัสอยู่กับผลงานการแสดงของพวกเขาเท่านั้น เพราะเพรสทริปครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง Triple Frontier ที่กำลังจะสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการในวันนี้แล้ว นอกเหนือไปจากทัพนักแสดงหลักๆ ถึงห้าคนไล่มาตั้งแต่ เบน แอฟเฟล็ก, ออสการ์ ไอแซ็ก, ชาร์ลี ฮันแนม, แกร์เร็ต เฮดลันด์ และเปโดร ปาสกาล มารวมหลังออกปล้นเงินพ่อค้ายาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับอย่าง เจ.ซี. แซนเดอร์ (Margin Call และ All Is Lost) พ่วงด้วยมาร์ก โบล ผู้เขียนบทจาก The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty มาร่วมเขียนบทอีกด้วย

เบน แอฟเฟล็ก ผู้รับบท ทอม “เรดฟลาย” เดวิส

บรรยากาศในงานแถลงข่าวช่วงเช้าเป็นไปอย่างสบายๆ นักแสดงทั้งสามและโปรดิวเซอร์ตอบคำถามทั่วไปของนักข่าวอย่างเป็นกันเอง เบนอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ในภาพยนตร์ด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำน่าฟัง “หนังเรื่องนี้รวบทั้งความตื่นเต้น ยุทธการทางทหาร การปล้นเงิน และแอ็กชั่นมาเต็มๆ เลยครับ มันสนุกมากเลยนะครับ และภายใต้ความแอ็กชั่นนั้น มันก็บอกเล่าเรื่องราวของนายทหารที่เก่งมากๆ รับใช้ประเทศมานาน สนิทสนมกัน และต้องมารวมตัวกันปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างจากที่พวกเขาเคยเชื่อมาตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องราวของการตั้งคำถามเรื่องสงคราม ศักดิ์ศรี และอะไรหลายๆ อย่างครับ ทุกคนเอ็นจอยแน่นอนครับ”

ในส่วนของการเตรียมตัวเพื่อร่วมแสดงนั้น แกร์เร็ตบอกว่า พวกเขาต้องเตรียมตัวกันอย่างหนักมากในระยะเวลาเพียงสั้นๆ “พวกเราเริ่มต้นจากการเข้าพูดคุยกับผู้คนในวงการทหาร ที่เป็นที่ปรึกษาในหนังเรื่องนี้ เรามีเวลาเตรียมตัวก่อนถ่ายแค่ 4 วันเท่านั้นเอง เราต้องเรียนรู้การยิงปืน เครื่องมือทางการทหารต่างๆ และอะไรอีกมากมายในเวลาจำกัดเท่านั้น แต่พวกเรารู้จักกันมาก่อนหน้าแล้วครับ ผมกับออสการ์รู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว ส่วนผมกับชาร์ลีนี่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก สิบห้าปีแล้ว การทำความเข้าใจสัมพันธภาพของตัวละครในเรื่องนั้นไม่ยากเท่าไหร่ และสำหรับตัวผมเองนั้น คาแร็กเตอร์ของผมเป็นนักสู้ MMA ผมต้องฝึกศิลปะป้องกันตัวต่างๆ มีจูจิตสึด้วยนะ ที่ปรึกษาจากกองทัพให้คำแนะนำดีๆ กับผมเยอะแยะไปหมด พวกเขามีความสามารถจริงๆ เป็นคนที่เก่งมากๆ พวกเขายินดีที่จะแบ่งปันอะไรต่อมิอะไรแบบไม่หวงเลย มันเยี่ยมมากเลยครับ

“ผมเทรนหนักมากเลยครับ แต่เอาจริงๆ นะ ไม่ว่าคาแร็กเตอร์ผมจะเป็นอะไร นี่มันคือแอ็กชั่นฟิล์ม มันก็ต้องมีการฝึกฝนร่างกายอยู่แล้ว ปู่และพ่อของผมเองก็เคยเข้าร่วมกองทัพมานะครับ ปู่เคยไปสงครามเสียด้วยซ้ำ ผมเคยแสดงเป็นทหารมาก่อนแล้ว และในการรับบทเป็นทหาร ไม่ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจะอยู่ใน category อะไร คุณก็ต้องเคารพเครื่องแบบ และกฎกติกาของพวกเขา เพราะเวลาคุณสวมเครื่องแบบ คุณต้องเชื่อว่าตัวเองเป็นทหาร ไม่ใช่เอาเครื่องแบบมาสวมแล้วทำท่าเลียนแบบพวกเขาเท่านั้น เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับจุดนี้มาก มันเลยเป็นภาพยนตร์ที่ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมา”​ และเมื่อเขาอธิบายความหนักหน่วงของการเทรนด์ก่อนแสดงจบ ชาร์ลีก็อดไม่ได้ที่จะเสริมขึ้นมา

แกร์เร็ต เฮดลันด์ ผู้รับบท เบน มิลเลอร์

“ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดในการทำงานเป็นนักแสดงคือช่วงเวลาที่เราเตรียมตัวก่อนเปิดกล้องนี่ล่ะครับ เพราะการเตรียมตัวแต่ละเรื่องมันไม่เหมือนกันเลย การรับบทแต่ละบทก็ไม่เหมือนกัน นั่นคือความตื่นเต้นในการทำงานเป็นนักแสดงเลยนะครับ มันหลากหลายมากจริงๆ แต่ละบทก็ต้องการสกิลล์ที่แตกต่างกัน ก็อย่างที่แกร์เร็ตบอกล่ะครับ เรื่องนี้ เราต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม คุยกับที่ปรึกษาที่มาจากกองทัพ มีคนมาจากทีมซีลสามทีม จากเดลต้าฟอร์ซ พวกเขาให้พวกเราออกไปฝึกยิงปืนจริงๆ ทันทีที่เราเจอกันเลยนะครับ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเบน ไม่เคยเจอออสการ์มาก่อนเลยครับ เจอกันครึ่งชั่วโมง ก็ออกไปยิงปืนด้วยกันแล้ว นั่นมันเป็นเรื่องที่จริงมากเลยนะครับที่ซ้อมกันแบบนี้ เราจะได้ไม่คิดว่านี่คือการเล่นเกม แต่มันคือสงครามของจริง และพวกเราจะได้อินกับบทบาทของตัวเอง เพราะส่วนหนึ่งในการทำให้ภาพยนตร์ดูน่าเชื่อถือก็คือ พวกเราเองก็จะต้องเชื่อมั่นในความเป็นพี่เป็นน้องของตัวละครพวกเรา พวกเราต้องดูแลระวังหลัง และรับผิดชอบชีวิตของกันและกัน การได้ใช้เวลาร่วมกับพวกเขานอกจอ ทำให้ผมอยากจะปกป้องพวกเขาเวลาอยู่ในจอน่ะครับ การใช้คนจากกองทัพมาช่วยกระตุ้นให้พวกเรารู้สึกแบบนี้มันดีมากเลยครับ และในขณะเดียวกัน สิ่งที่พวกเราคิดร่วมกันก็คือ เราต้องระวังความปลอดภัยของเพื่อนนักแสดงด้วยกันเอง เวลาเข้าฉากน่ะครับ การได้รู้ว่าเพื่อนร่วมกองของเราต่างระวังหลังให้กันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยครับ”​ ซึ่งจากคำตอบนี้ เราก็เดาได้ไม่ยากว่า สายสัมพันธ์ในชีวิตจริงของเหล่านักแสดงนั้นคงจะสะท้อนออกมาเป็นภาพอันอบอุ่นในภาพยนตร์ที่เรายังไม่ได้ดูนี้อย่างแน่นอน

เซสชั่นแถลงข่าวจบลงไปด้วยคำถามจากนักข่าวประเทศเพื่อนบ้านเรา พวกเราเข้าไปรอสัมภาษณ์ roundtable กับสามนักแสดงต่อหลังจากงานแถลงข่าวจบ เบนดูมีทีท่าเกือบจะเจ็ตแลก แต่เขาก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการสัมภาษณ์สั้นๆ กับพวกเรา ส่วนแกร์เร็ตและชาร์ลีดูมีทีท่าสบายๆ ไม่ปรากฏอาการเหนื่อยอ่อนใดๆ

“เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อค้ายา หรือวงการยาเสพติดนั้นถือเป็นเรื่อง global issue อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อหลายคนบนโลก ถึงชีวิตเลยก็เห็นกันอยู่” เบนตอบ เมื่อนักข่าวคนหนึ่งถามว่า อะไรที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นแตกต่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการค้ายาเรื่องอื่นๆ “ผมว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจนั้นเพราะมันไม่ได้พูดถึงเรื่องการค้ายาตรงๆ แต่มันพูดถึงเรื่องทหารที่ใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ทางการทหารเป๊ะๆ มีเกียรติ มีหน้าที่รับผิดชอบ มีภารกิจต้องปฏิบัติ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้เป็นทหารอีกแล้ว แล้วพวกเขาจะต้องทำอย่างไรกับทักษะต่างๆ ที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิตล่ะ และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เมื่อชีวิตของพวกเขามาถึงจุดที่สิ่งที่พวกเขายึดมั่นอย่างกฎเกณฑ์เหล่านั้นมันถูกท้าทายจากการใช้ชีวิต จากสิ่งยั่วยวนใจต่างๆ นั่นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนน่าจะเข้าใจร่วมกันได้ไม่ยากนัก เพราะเรื่องนี้มันพูดถึงความโลภ พูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง และชีวิตของพวกเขาเวลาต้องเผชิญกับทางเลือกในชีวิตที่ต้องตัดสินใจน่ะครับ”

ชาร์ลี ฮันแนม ผู้รับบท วิลเลียม “ไอรอนเฮด” มิลเลอร์

เรารีบยกมือถามต่อทันทีว่า คำตอบเมื่อสักครู่ ฟังแล้วเหมือนกับว่าตัวละครที่เขาสวมนั้นกำลังเผชิญกับวิกฤติการวัยกลางคนอยู่ เราเข้าใจถูกหรือผิดแค่ไหนกัน ซึ่งเบนก็ตอบทันที “มันมีหลายมุมมองนะ ผมว่าหนังต้องการสื่ออะไรหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือสิ่งที่คุณเรียกว่า ‘วิกฤติวัยกลางคน’ นี่แหละ ก็ใช่นะ เพราะมันคือการใช้ชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง แล้วคุณจะตั้งคำถามว่า “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันนะ” นี่เรากำลังใช้ชีวิตที่มีคุณค่าอะไรบางประการอยู่หรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่เหล่าอดีตทหารในเรื่องกำลังถามตัวเองอยู่ พวกเขาใช้เวลา 20 ปีในชีวิตทุ่มเทให้กับอาชีพตัวเอง มีจุดมุ่งหมายเดียวคือ ขึ้นเป็นที่หนึ่งในอาชีพการงาน พัฒนาสกิลล์ของตัวเองให้ถึงขีดสุด จินตนาการดูนะว่าถ้าคุณอยู่ในกองทัพเรือ คุณเก่งที่สุดเท่าที่ขีดจำกัดของคุณจะไปได้ แล้ววันหนึ่ง ก็มีคนมาบอกคุณว่า ‘โอเค จบแล้วนะ’ คุณต้องมา ‘จินตนาการ’ ชีวิตที่จะใช้ใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนตัวตนของตัวเอง ไอเด็นติตี้ทั้งหมด แล้วต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น มันยากแน่ๆ ดังนั้น ใช่ครับ เราหัวเราะกับคำว่า ‘วิกฤติวัยกลางคน’ เพราะมันเชื่อมโยงกับภาพผู้ชายอายุ 45 ปี หัวล้าน ขับเฟอร์รารี่ หรืออะไรแบบนั้น แต่นี่มันเป็นการสำรวจเข้าไปในเรื่องราวตรงนั้นแบบจริงจัง

“ผมแสดงเป็นหัวหน้าทีมนี้น่ะครับ เขาทุ่มเทให้กับอาชีพตัวเอง และกลายมาเป็นอดีตทหารผ่านศึก ซึ่งก็เกิดปัญหาทั่วไป ก็คือ เขาจากบ้านไปนาน มีปัญหากับครอบครัว หย่าร้าง ต่อสู้เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูลูก มีปัญหาการเงิน ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน เขารู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตบีบคั้นเขาตลอดเวลา พอเขาได้รับข้อเสนอแบบนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นข้อเสนอที่ดูน่าสงสัยทั้งในแง่ศีลธรรม และอะไรต่างๆ นานาก็ตาม แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่เขาจะสามารถออกจากปัญหาที่หนักอกหนักใจเขาอยู่ แต่ผมว่า ลึกๆ แล้ว เขาแค่ต้องการการเป็นที่ยอมรับ อยากให้คนตระหนักในคุณค่าของเขา แล้วพอเขามารวมกลุ่มกับเพื่อนเก่าพวกนี้ มันก็ช่วยนิยามตัวตนของเขาให้ชัดเจนขึ้น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ยอมรับ รู้ตัวว่าเขาเป็นอะไร” เบนตอบคำถามจากเราอย่างยืดยาวจนเราแอบรู้สึกผิดนิดๆ ที่เหมือนจะไป ‘จี้จุด’ อะไรบางประการในตัวเขาเข้าจนเราต้องแอบยกมือขอโทษ ซึ่งเขาก็ยิ้มให้เราอย่างอ่อนโยน และตอบสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ นะ”

หลังจากนั้น บรรยากาศใน roundtable ก็เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย สื่อที่เหลือยิงคำถามเรื่องไลฟ์สไตล์ คำถามโปกฮาต่างๆ ที่ทั้งแกร์เร็ตและชาร์ลีก็ตอบอย่างน่ารักน่าชัง โดยมีพี่ใหญ่อย่างเบนคอยเสริมให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายและน่าประทับใจ

ความรู้สึกที่เหลืออยู่ในใจเราหลังจากที่เข้าร่วมสัมภาษณ์ในครั้งนี้นั้นคือมิตรภาพระหว่างนักแสดง และตัวละครที่พวกเขาแสดง ดูเหมือนจะเกี่ยวกระหวัดเป็นเรื่องเดียวกันแบบแยกออกลำบาก ในชีวิตจริง หลายคนเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อพวกเขาต้องไปอยู่ด้วยกันในอีกชีวิตหนึ่ง พวกเขาก็พกเอามิตรภาพเหล่านั้นไปด้วย และเราเชื่อว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาอย่างเข้มข้นไม่แพ้ความสนุกจากภาพยนตร์แอ็กชั่นทั่วไปแน่นอน

Triple Frontier – ปล้น ล่า ท้านรก สตรีมแล้วที่ Netflix

All photos are courtesy of Netflix, exclusively for L’Officiel Hommes Thailand

The post Triple Frontier: เมื่อกฎที่เคยเชื่อ กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

เหล่านักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Triple Frontier

ก่อนที่เราจะเข้าไปสัมภาษณ์ roundtable กับสื่อมวลชนอื่นๆ จากประเทศไทย เราได้รับบรีฟอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามถามเรื่องส่วนตัวของดารา’ ขอให้โฟกัสอยู่กับผลงานการแสดงของพวกเขาเท่านั้น เพราะเพรสทริปครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง Triple Frontier ที่กำลังจะสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการในวันนี้แล้ว นอกเหนือไปจากทัพนักแสดงหลักๆ ถึงห้าคนไล่มาตั้งแต่ เบน แอฟเฟล็ก, ออสการ์ ไอแซ็ก, ชาร์ลี ฮันแนม, แกร์เร็ต เฮดลันด์ และเปโดร ปาสกาล มารวมหลังออกปล้นเงินพ่อค้ายาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับอย่าง เจ.ซี. แซนเดอร์ (Margin Call และ All Is Lost) พ่วงด้วยมาร์ก โบล ผู้เขียนบทจาก The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty มาร่วมเขียนบทอีกด้วย

เบน แอฟเฟล็ก ผู้รับบท ทอม “เรดฟลาย” เดวิส

บรรยากาศในงานแถลงข่าวช่วงเช้าเป็นไปอย่างสบายๆ นักแสดงทั้งสามและโปรดิวเซอร์ตอบคำถามทั่วไปของนักข่าวอย่างเป็นกันเอง เบนอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ในภาพยนตร์ด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำน่าฟัง “หนังเรื่องนี้รวบทั้งความตื่นเต้น ยุทธการทางทหาร การปล้นเงิน และแอ็กชั่นมาเต็มๆ เลยครับ มันสนุกมากเลยนะครับ และภายใต้ความแอ็กชั่นนั้น มันก็บอกเล่าเรื่องราวของนายทหารที่เก่งมากๆ รับใช้ประเทศมานาน สนิทสนมกัน และต้องมารวมตัวกันปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างจากที่พวกเขาเคยเชื่อมาตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องราวของการตั้งคำถามเรื่องสงคราม ศักดิ์ศรี และอะไรหลายๆ อย่างครับ ทุกคนเอ็นจอยแน่นอนครับ”

ในส่วนของการเตรียมตัวเพื่อร่วมแสดงนั้น แกร์เร็ตบอกว่า พวกเขาต้องเตรียมตัวกันอย่างหนักมากในระยะเวลาเพียงสั้นๆ “พวกเราเริ่มต้นจากการเข้าพูดคุยกับผู้คนในวงการทหาร ที่เป็นที่ปรึกษาในหนังเรื่องนี้ เรามีเวลาเตรียมตัวก่อนถ่ายแค่ 4 วันเท่านั้นเอง เราต้องเรียนรู้การยิงปืน เครื่องมือทางการทหารต่างๆ และอะไรอีกมากมายในเวลาจำกัดเท่านั้น แต่พวกเรารู้จักกันมาก่อนหน้าแล้วครับ ผมกับออสการ์รู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว ส่วนผมกับชาร์ลีนี่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก สิบห้าปีแล้ว การทำความเข้าใจสัมพันธภาพของตัวละครในเรื่องนั้นไม่ยากเท่าไหร่ และสำหรับตัวผมเองนั้น คาแร็กเตอร์ของผมเป็นนักสู้ MMA ผมต้องฝึกศิลปะป้องกันตัวต่างๆ มีจูจิตสึด้วยนะ ที่ปรึกษาจากกองทัพให้คำแนะนำดีๆ กับผมเยอะแยะไปหมด พวกเขามีความสามารถจริงๆ เป็นคนที่เก่งมากๆ พวกเขายินดีที่จะแบ่งปันอะไรต่อมิอะไรแบบไม่หวงเลย มันเยี่ยมมากเลยครับ

“ผมเทรนหนักมากเลยครับ แต่เอาจริงๆ นะ ไม่ว่าคาแร็กเตอร์ผมจะเป็นอะไร นี่มันคือแอ็กชั่นฟิล์ม มันก็ต้องมีการฝึกฝนร่างกายอยู่แล้ว ปู่และพ่อของผมเองก็เคยเข้าร่วมกองทัพมานะครับ ปู่เคยไปสงครามเสียด้วยซ้ำ ผมเคยแสดงเป็นทหารมาก่อนแล้ว และในการรับบทเป็นทหาร ไม่ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจะอยู่ใน category อะไร คุณก็ต้องเคารพเครื่องแบบ และกฎกติกาของพวกเขา เพราะเวลาคุณสวมเครื่องแบบ คุณต้องเชื่อว่าตัวเองเป็นทหาร ไม่ใช่เอาเครื่องแบบมาสวมแล้วทำท่าเลียนแบบพวกเขาเท่านั้น เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับจุดนี้มาก มันเลยเป็นภาพยนตร์ที่ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมา”​ และเมื่อเขาอธิบายความหนักหน่วงของการเทรนด์ก่อนแสดงจบ ชาร์ลีก็อดไม่ได้ที่จะเสริมขึ้นมา

แกร์เร็ต เฮดลันด์ ผู้รับบท เบน มิลเลอร์

“ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดในการทำงานเป็นนักแสดงคือช่วงเวลาที่เราเตรียมตัวก่อนเปิดกล้องนี่ล่ะครับ เพราะการเตรียมตัวแต่ละเรื่องมันไม่เหมือนกันเลย การรับบทแต่ละบทก็ไม่เหมือนกัน นั่นคือความตื่นเต้นในการทำงานเป็นนักแสดงเลยนะครับ มันหลากหลายมากจริงๆ แต่ละบทก็ต้องการสกิลล์ที่แตกต่างกัน ก็อย่างที่แกร์เร็ตบอกล่ะครับ เรื่องนี้ เราต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม คุยกับที่ปรึกษาที่มาจากกองทัพ มีคนมาจากทีมซีลสามทีม จากเดลต้าฟอร์ซ พวกเขาให้พวกเราออกไปฝึกยิงปืนจริงๆ ทันทีที่เราเจอกันเลยนะครับ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเบน ไม่เคยเจอออสการ์มาก่อนเลยครับ เจอกันครึ่งชั่วโมง ก็ออกไปยิงปืนด้วยกันแล้ว นั่นมันเป็นเรื่องที่จริงมากเลยนะครับที่ซ้อมกันแบบนี้ เราจะได้ไม่คิดว่านี่คือการเล่นเกม แต่มันคือสงครามของจริง และพวกเราจะได้อินกับบทบาทของตัวเอง เพราะส่วนหนึ่งในการทำให้ภาพยนตร์ดูน่าเชื่อถือก็คือ พวกเราเองก็จะต้องเชื่อมั่นในความเป็นพี่เป็นน้องของตัวละครพวกเรา พวกเราต้องดูแลระวังหลัง และรับผิดชอบชีวิตของกันและกัน การได้ใช้เวลาร่วมกับพวกเขานอกจอ ทำให้ผมอยากจะปกป้องพวกเขาเวลาอยู่ในจอน่ะครับ การใช้คนจากกองทัพมาช่วยกระตุ้นให้พวกเรารู้สึกแบบนี้มันดีมากเลยครับ และในขณะเดียวกัน สิ่งที่พวกเราคิดร่วมกันก็คือ เราต้องระวังความปลอดภัยของเพื่อนนักแสดงด้วยกันเอง เวลาเข้าฉากน่ะครับ การได้รู้ว่าเพื่อนร่วมกองของเราต่างระวังหลังให้กันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยครับ”​ ซึ่งจากคำตอบนี้ เราก็เดาได้ไม่ยากว่า สายสัมพันธ์ในชีวิตจริงของเหล่านักแสดงนั้นคงจะสะท้อนออกมาเป็นภาพอันอบอุ่นในภาพยนตร์ที่เรายังไม่ได้ดูนี้อย่างแน่นอน

เซสชั่นแถลงข่าวจบลงไปด้วยคำถามจากนักข่าวประเทศเพื่อนบ้านเรา พวกเราเข้าไปรอสัมภาษณ์ roundtable กับสามนักแสดงต่อหลังจากงานแถลงข่าวจบ เบนดูมีทีท่าเกือบจะเจ็ตแลก แต่เขาก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการสัมภาษณ์สั้นๆ กับพวกเรา ส่วนแกร์เร็ตและชาร์ลีดูมีทีท่าสบายๆ ไม่ปรากฏอาการเหนื่อยอ่อนใดๆ

“เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อค้ายา หรือวงการยาเสพติดนั้นถือเป็นเรื่อง global issue อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อหลายคนบนโลก ถึงชีวิตเลยก็เห็นกันอยู่” เบนตอบ เมื่อนักข่าวคนหนึ่งถามว่า อะไรที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นแตกต่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการค้ายาเรื่องอื่นๆ “ผมว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจนั้นเพราะมันไม่ได้พูดถึงเรื่องการค้ายาตรงๆ แต่มันพูดถึงเรื่องทหารที่ใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ทางการทหารเป๊ะๆ มีเกียรติ มีหน้าที่รับผิดชอบ มีภารกิจต้องปฏิบัติ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้เป็นทหารอีกแล้ว แล้วพวกเขาจะต้องทำอย่างไรกับทักษะต่างๆ ที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิตล่ะ และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เมื่อชีวิตของพวกเขามาถึงจุดที่สิ่งที่พวกเขายึดมั่นอย่างกฎเกณฑ์เหล่านั้นมันถูกท้าทายจากการใช้ชีวิต จากสิ่งยั่วยวนใจต่างๆ นั่นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนน่าจะเข้าใจร่วมกันได้ไม่ยากนัก เพราะเรื่องนี้มันพูดถึงความโลภ พูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง และชีวิตของพวกเขาเวลาต้องเผชิญกับทางเลือกในชีวิตที่ต้องตัดสินใจน่ะครับ”

ชาร์ลี ฮันแนม ผู้รับบท วิลเลียม “ไอรอนเฮด” มิลเลอร์

“ผมแสดงเป็นหัวหน้าทีมนี้น่ะครับ เขาทุ่มเทให้กับอาชีพตัวเอง และกลายมาเป็นอดีตทหารผ่านศึก ซึ่งก็เกิดปัญหาทั่วไป ก็คือ เขาจากบ้านไปนาน มีปัญหากับครอบครัว หย่าร้าง ต่อสู้เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูลูก มีปัญหาการเงิน ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน เขารู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตบีบคั้นเขาตลอดเวลา พอเขาได้รับข้อเสนอแบบนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นข้อเสนอที่ดูน่าสงสัยทั้งในแง่ศีลธรรม และอะไรต่างๆ นานาก็ตาม แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่เขาจะสามารถออกจากปัญหาที่หนักอกหนักใจเขาอยู่ แต่ผมว่า ลึกๆ แล้ว เขาแค่ต้องการการเป็นที่ยอมรับ อยากให้คนตระหนักในคุณค่าของเขา แล้วพอเขามารวมกลุ่มกับเพื่อนเก่าพวกนี้ มันก็ช่วยนิยามตัวตนของเขาให้ชัดเจนขึ้น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ยอมรับ รู้ตัวว่าเขาเป็นอะไร” เบนตอบคำถามจากเราอย่างยืดยาวจนเราแอบรู้สึกผิดนิดๆ ที่เหมือนจะไป ‘จี้จุด’ อะไรบางประการในตัวเขาเข้าจนเราต้องแอบยกมือขอโทษ ซึ่งเขาก็ยิ้มให้เราอย่างอ่อนโยน และตอบสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ นะ”

หลังจากนั้น บรรยากาศใน roundtable ก็เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย สื่อที่เหลือยิงคำถามเรื่องไลฟ์สไตล์ คำถามโปกฮาต่างๆ ที่ทั้งแกร์เร็ตและชาร์ลีก็ตอบอย่างน่ารักน่าชัง โดยมีพี่ใหญ่อย่างเบนคอยเสริมให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายและน่าประทับใจ

ความรู้สึกที่เหลืออยู่ในใจเราหลังจากที่เข้าร่วมสัมภาษณ์ในครั้งนี้นั้นคือมิตรภาพระหว่างนักแสดง และตัวละครที่พวกเขาแสดง ดูเหมือนจะเกี่ยวกระหวัดเป็นเรื่องเดียวกันแบบแยกออกลำบาก ในชีวิตจริง หลายคนเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อพวกเขาต้องไปอยู่ด้วยกันในอีกชีวิตหนึ่ง พวกเขาก็พกเอามิตรภาพเหล่านั้นไปด้วย และเราเชื่อว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาอย่างเข้มข้นไม่แพ้ความสนุกจากภาพยนตร์แอ็กชั่นทั่วไปแน่นอน

Triple Frontier – ปล้น ล่า ท้านรก สตรีมแล้วที่ Netflix

All photos are courtesy of Netflix, exclusively for L’Officiel Hommes Thailand

The post Triple Frontier: เมื่อกฎที่เคยเชื่อ กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 
L'Optimum Thailand by L'officiel Hommes Thailand Club - 1M ago

ท้องทะเลจะสวยงามได้นั้นจะต้องเปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง และในคอลเลคชั่น Zimbe ฉลามวาฬลำดับที่ 10 นั้น เราได้นำแรงเอาบันดาลใจในการออกแบบหน้าปัดที่มีลายแพทเทิร์นอันสวยงามนี้มาจากลวดลายของกระดองเต่าทะเลซึ่งเต่าทะเลนั้นก็เปรียบดั่งอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์แห่งท้องทะเลเช่นกัน

หากสังเกตบนพื้นหน้าปัดนั้นจะพบกับแพทเทิร์นลวดลายสวยงามที่เป็นลายหกเหลี่ยมกระจายแผ่ออกจากตรงกลาง โดยในประเทศไทยนั้นมีเต่าด้วยกันอยู่หลากหลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยในเมืองไทยคือเต่าตนุ หรืออีกชื่อที่สากลเรียกกันคือเต่าเขียว ซึ่งกระดองนั้นจะมีสีเขียวและสีดำปะปนกันอยู่ ในปัจจุบันนั้นก็จำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ ลำดับที่สองก็คือเต่า “กระ” หรือที่สากลเรียกกันว่าเต่าปากเหยี่ยว เป็นเต่าที่มีกระดองเป็นสีดำตัดกับสีเหลือง ปากของเต่าชนิดนี้นั้นจะคล้ายปากของเหยี่ยว ซึ่งในปัจจุบันพบเจอได้น้อยกว่าเต่าตนุหลายเท่าเลยทีเดียว

สิ่งที่ ไซโก ประเทศไทย ต้องการจะสื่อผ่านไปในนาฬิการุ่นพิเศษในรุ่น Zimbe No.10 ทั้งสองสีนี้ ก็คือการช่วยกันรักษาความสวยงาม สมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมทิ้งขยะรวมถึงลดการใช้พลาสติกเพื่อลดอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเลรวมถึงสัตว์ทะเลที่นับวันยิ่งสูยหายและลดจำนวนลงทั้งจากสภาพแวดล้อมและการกระทำของมนุษย์

และนี่เองจึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจสู่นาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition ลำดับที่ 10 โดยมี 2 สีให้ลือก รุ่น SRPD17K หน้าปัดจะเป็นสีเขียวพิมพ์ลายแพทเทิร์นแบบพิเศษ สเกลสำหรับดำน้ำจะเป็นสีเขียวตัดกับสีดำ และรุ่นSRPD19K เป็นสีเหลืองพิมพ์ลายแพทเทิร์นแบบพิเศษ สเกลสำหรับดำน้ำจะเป็นสีเหลืองตัดกับสีดำ ทั้งสองรุ่นนำเสนอบนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42.3 มิลลิเมตร หนา 13 มิลลิเมตร ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจก Hardlex พร้อมเลนส์ขยาย ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียวพร้อมสเกลสำหรับดำน้ำ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R35 มีฟังก์ชั่นบอกวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 41 ชั่วโมง มีอัตราความแม่นยำที่ +45 ถึง +35 วินาทีต่อวัน ดำน้ำได้ลึกสูงสุด 200 เมตร สวมใส่ด้วยสายซิลิโคนพร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล ทั้งสองรุ่นจะผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 999 เรือน ในประเทศไทยเท่านั้น  ทุกเรือนจะประทับหมายเลขประจำตัวเรือนเอาไว้ที่ฝาหลัง บรรจุเอาไว้ในกล่องพิเศษเฉพาะรุ่น โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา คอลเลคชั่น Zimbe นั้น จะยังคงนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลไทย อย่างต่อเนื่องทุกปี

นาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition ลำดับที่ 10 เปิดจำหน่ายพร้อมกันที่เคาน์เตอร์ไซโกทุกสาขาในวันที่ 12 มีนาคม 2562 และที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศในวันที่ 8 มีนาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

The post Seiko Prospex Zimbe Limited Edition appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

เฟรเดริก ฮาเวคเกอร์ (Frederic Kawecker) อาจไม่เหมือนเชฟขนมหวานในจินตนาการสักเท่าไหร่ เชฟร่างเล็กคนนี้มาพร้อมกับท่าทีขึงขังและพูดจาฉะฉาน แต่ทุกอย่างก็ดูนุ่มนวลขึ้นทันทีถ้าเป็นเรื่องของสิ่งที่เขาถนัดที่สุด นั่นคือการทำขนม และเหมือนเขาก็จะรู้จักตัวเองดี เพราะสำหรับแบรนด์ของเขาเองนั้น แท็กไลน์ที่เขาเลือกใช้ก็คือ “Createur de Douceurs” ที่แปลว่าผู้รังสรรค์ความนุ่มละมุนนั่นเอง

เฟรเดริก ฮาเวคเกอร์ มาจากเมืองเล็กๆ ใกล้กับเมืองอาวิญยงซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ทักษะการทำขนมของเขาได้ชื่อว่าไม่แพ้ใคร และเห็นได้ชัดว่าเชฟระดับท็อปของฝรั่งเศสก็เห็นด้วย จึงให้เขาผ่านการคัดเลือกจนเป็นหนึ่งใน Meilleur Ouvrier de France (MOF) หรือสุดยอดช่างฝีมือของฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของหลายๆอาชีพในฝรั่งเศส และเชฟก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฟรเดริกนั้นได้รับตำแหน่งนี้ในสาขาเชฟขนมหวานโดยเฉพาะ

เมื่อวานนี้ เราได้เจอกับเชฟเฟรเดริกที่โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ที่เชฟได้มารังสรรค์ชุดน้ำชาชุดพิเศษที่ใช้ช็อกโกแลตที่ใช้ช็อกโลแลตพรีเมียมจาก L’Opera Chocolaterie แบรนด์ช็อกโกแลตจากฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตช็อกโกแลตแบบซิงเกิล ออริจิน (Single Origin) โดยเชฟเฟรเดริกแอบแย้มว่าจริงๆแล้ว ช็อกโกแลตนั้นจะดีไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของช็อกโกแลตอย่างที่ใครๆ คิด แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดโกโก้ ซึ่งแบรนด์ L’Opera Chocolaterie ซึ่งเป็นแบรนด์คราฟต์ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนี้ก็ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกเมล็ดโกโก้เป็นที่สุด

ด้วยความที่ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เป็นโรงแรมที่มีกลิ่นอายของญี่ปุ่น เชฟเฟรเดริกจึงผสมผสานช็อกโกแลตเข้ากับองค์ประกอบจากญี่ปุ่น ตั้งแต่วิสกี้แบบญี่ปุ่น ส้มยูสุ ไปจนถึงกลิ่นชา แต่ในขณะเดียวกันก็แอบเติมรายละเอียดจากบ้านเกิดของเชฟอย่างน้ำมันมะกอกเข้าไปด้วย จากการชมการสาธิต เราสังเกตเห็นว่าเชฟดูจะให้ความสำคัญกับคำว่า “เท็กซ์เจอร์” เป็นพิเศษ สำหรับเขา ขนมหวานที่ดีไม่ใช่ขนมหวานที่หวานจนเกินไป และต้องมอบ “ประสบการณ์” ให้กับผู้ที่รับประทานได้ และประสบการณ์ที่ว่าก็มาจากการเล่นกับเท็กซ์เจอร์นั่นเอง และการที่จะสร้างเท็กซ์เจอร์ให้น่าสนใจได้นั้น “ต้องอาศัยการคิดคำนวณอย่างดีครับ” เชฟกล่าวระหว่างสาธิตการทำกานาจให้เราดู

ชุดน้ำชา “ซึบากิ” เซ็ตพิเศษที่มาพร้อมกับขนมหวานฝีมือเชฟเฟรเดริกจะมีเสิร์ฟในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ระหว่างเวลา 14.oo น.-17.oo น. ที่ Up & Above Bar ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เท่านั้น โดยราคาอยู่ที่ 1,290++ บาท (รวมชาหรือกาแฟสำหรับสองท่าน) สำรองที่นั่ง โทร. 02-687-9000

The post เคล็ดไม่ลับของ Frederic Hawecker สุดยอดเชฟขนมหวานจากฝรั่งเศส appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 
L'Optimum Thailand by L'officiel Hommes Thailand Club - 1M ago

ร่วมย้อนเวลากลับไปยังยุคอนาล็อก ครั้งที่แผ่นเสียงเป็นเพียงฮาร์ดแวร์เดียวที่ส่งผ่านบทเพลงจากศิลปินสู่ผู้ฟัง ไปกับบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และคอลเลกชั่นแผ่นเสียงส่วนตัวของเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของสะสมเท่านั้น

มากกว่าของสะสม

“ไม่ได้เรียกว่าสะสมนะครับ” บุรินทร์ปฏิเสธด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ผมเริ่มรู้จักแผ่นเสียงตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา ซื้อแผ่นดีเจมาเล่นมิกซ์เพลง แต่พอกลับมาประเทศไทยก็ไม่ได้อะไรนะครับ ขายทิ้งไปหมดเลย แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงที่ผมอยากจะฟังเพลงของพี่บิลลี่ โอแกน อัลบั้ม ‘บิลลี่ บันลือโลก’ น่ะครับ แต่ไม่รู้จะหาฟังที่ไหน ก็ยุคนั้นเนอะ ซีดีเลิกผลิตไปแล้ว หาไม่ได้ ไม่มีเอ็มพีสาม ไม่มีบริการสตรีมมิ่งใดๆ แต่ผมอยากฟังจริงๆ เลยหันไปหาฮาร์ดแวร์โบราณที่แท้จริงอย่างแผ่นเสียง เรียกว่าไปเดินค้นของเก่าและเจอแผ่นพี่บิลลี่เข้าจริงๆ เลยกลับมาซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกครั้ง คิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นเลยนะ

“ส่วนเพลงที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของแผ่นเสียงแบบเห็นได้ชัดเจนคืออัลบั้มของ Sade ต้องอธิบายก่อนว่า นี่เป็นศิลปินที่ผมฟังด้วยระบบดิจิตอลมาตลอดชีวิต ผมได้ยินซาวด์นี้มาตั้งแต่เด็กๆ พอมาได้ฟังแผ่นเสียงที่ผลิตในยุคแปดศูนย์ ได้ยินซาวด์ที่ศิลปินเขาอยากให้เราได้ยินแล้ว มันคือแผ่นเปลี่ยนโลกของเราเลยนะครับ เป็นเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต อย่างเสียงกลองนั้นจะนุ่มนวล เสียงสแนร์นี่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่แข็งกระด้างเหมือนการฟังจากซีดี พอหูได้ยินอย่างนั้นแล้วผมจึงเริ่มกลับไปค้นหาซาวด์ที่แท้จริงของยุคนั้นๆ ก็เริ่มต้นจากยุคแปดศูนย์นี่ล่ะครับ ทั้งเพลงไทยและเพลงต่างประเทศ เพลงที่เราคุ้นเคยจากการฟังซีดีนี่เปลี่ยนไปเลยนะครับหลังจากที่ฟังแผ่นเสียง”

บุรินทร์อธิบายให้เราฟังง่ายๆ ว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างความเป็นอนาล็อกและดิจิตอลคือความแข็งกระด้างในเนื้อเสียงที่ใครๆ ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน “ซาวด์อนาล็อกคือสิ่งที่เป็นดนตรีจริงๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือทำให้ไพเราะมากขึ้น เวลาฟังเราจึงรู้สึกเหมือนมีคนมาเล่นดนตรีสดให้เราฟัง ไม่เหมือนกับการฟังซีดีที่ยิ่งฟังยิ่งเหนื่อย การฟังแผ่นเสียงนี่ช่วยให้ผ่อนคลายครับ ผมสามารถนั่งนิ่งๆ เป็นเวลาสองชั่วโมงโดยไม่คุยกับใครได้เลย นั่นคือความสุขครับ”

วงการที่เข้าง่าย แต่ออกยาก

บุรินทร์เริ่มต้นการฟังแผ่นเสียงจากเพลงที่ตัวเองชอบก่อน เมื่อเทียบกับเสียงจากซีดีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้วเขาจึงหันหลังให้กับซีดีอย่างไม่ไยดี “เวลาอยู่บ้านผมฟังแผ่นเสียงอย่างเดียวเลยครับ แต่แผ่นเสียงจะมีข้อจำกัดของมันเองคือเครื่องเสียงยุคไหนก็จะเหมาะกับแผ่นเสียงยุคนั้น จริงอยู่ที่เครื่องเสียงยุคใหม่ๆ จะเล่นได้ทุกอย่าง แต่ถ้าคุณเริ่มได้ฟังเพลงเก่าๆ กับซาวด์ซิสเต็มที่ตรงยุคกัน คุณจะได้ยินเสียงที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายของคุณได้ยิน มันคือมู้ดของมันครับ ตอนเริ่มฟังใหม่ๆ คุณอาจจะไม่ซีเรียสอะไรมากนัก แต่พอได้เริ่มขุดลงไปลึกๆ แล้ว ทำความเข้าใจกับมันแล้ว คุณจะไม่สามารถฟังซีดีได้อีกเลยครับ”

นอกจากความยุ่งยากที่เขาอธิบายมาแล้ว บุรินทร์ยังบอกว่าคนเล่นแผ่นเสียงต้อง ‘ขยัน’ และขวนขวายมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย “ความขยันแรกเลยคือคุณต้องซ่อมเครื่องเสียงคุณบ่อยๆ ต่อมาคือคุณต้องขยันไปตามหาแผ่น ขยันทำความสะอาดแผ่น ขยันทำความสะอาดหัวเข็มทุกครั้ง ขยันปรับรอบให้ตรงตลอดเวลา และที่สำคัญคุณต้องขยันที่จะลุกขึ้นไปเปลี่ยนหน้าแผ่นเสียงทุกๆ สิบห้านาทีน่ะครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือความเหนื่อยนะครับ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่ผมยอมแลก เพราะผมอยากฟังเพลงโปรดของผมในวิถีทางที่ดีที่สุดของมัน”

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่ทำให้บุรินทร์หลงรักซาวด์วินเทจอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเห็นจะได้แก่แผ่นเสียงของบรมครูเพลงอย่างสุเทพ วงศ์กำแหง “ผมฟังเพลงของเขาตั้งแต่ผมอายุสิบกว่าขวบ ได้ฟังจากซีดีของคุณแม่นั่นล่ะครับ ตอนนั้นเขาอายุได้ห้าสิบกว่าๆ แล้ว พอผมได้ไปซื้อแผ่นเสียงในสมัยที่เขาอายุยี่สิบกว่าๆ เป็นสมัยที่เขาท็อปฟอร์มที่สุด หนุ่มที่สุด คุณภาพเสียงดีที่สุด ณ ขณะนั้นผมรู้สึกว่านี่คือไทม์แมชชีนเครื่องหนึ่งครับ เสียงของเขาพาเราย้อนเวลากลับไปในยุคนั้น รู้สึกเหมือนกับว่าน้ำลายเขากระเด็นใส่หน้าเลยครับ (หัวเราะ) สามารถบอกได้เลยว่ากลองตั้งอยู่ตรงไหน ไมค์อยู่ตำแหน่งไหน เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปนั่งดูคอนเสิร์ตจริงๆ เลยครับ”

คุณค่าทางใจที่จับต้องได้

“ผมมีแหล่งหาแผ่นเสียงทุกที่ทั่วโลกเลยครับ” บุรินทร์ยิ้มเมื่อพาเราเดินไปลงนั่งกลางแผ่นเสียงกองพะเนินที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี “เวลาไปที่ไหนก็ตามผมจะเผื่อเวลาประมาณ 20% ไปเดินหาแผ่นเสียง มันได้ความสนุกตอนไปคุ้ยหาแผ่นนี่ล่ะครับ นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เวลาจะฟังเพลงต้องเดินเข้าร้านขายซีดี ทาวเวอร์เรคคอร์ดส์ อะไรแบบนี้ ซึ่งเราจะได้มีโอกาสคุยกับคนที่ชอบฟังเพลงเหมือนกัน พอปัจจุบันการซื้อเพลงสะดวกมากขึ้น ความรู้สึกแบบนั้นก็หายไปหมด

“เรื่องราวเบื้องหลังแต่ละแผ่นนี่ก็สำคัญนะครับ” เขากล่าวต่อ พลางหยิบแผ่นเสียงสุดรักออกมาวางตรงหน้าเรา “อย่างแผ่น ‘พวงร้อย’ นี้ก็เป็นเพลงของท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ (นามเดิมคือหม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ – สตรีไทยคนแรกที่เป็นนักประพันธ์เพลง) อาจจะไม่คุ้นชื่อนะครับ แต่เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักเพลง ‘บัวขาว’ แน่ๆ เพลงนี้เป็นเพลงที่คุณแม่ผมร้องกล่อมผมนอนทุกวันตั้งแต่ยังเด็ก ท่านเป็นผู้ประพันธ์ครับ เรียกได้ว่าแผ่นนี้เป็นแผ่นที่เปิดโลกเพลงวินเทจของผมเลย

“ส่วนแผ่นนี้” บุรินทร์หยิบแผ่นสีสันจัดจ้านโดดเด่นสะดุดตาออกจากกองแผ่นสุดหวง “มีเรื่องราวกินใจมากๆ อยู่ครับ ในช่วงที่ผมเพิ่งเริ่มเก็บแผ่นเพลงลูกกรุง คุณแม่เข้ามาขอให้ผมไปหาเพลง ‘ภาวนาใจ’ ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง มาให้คุณแม่ฟัง พอผมหามาได้นี่คือชอบมากเลยครับ อาร์ตเวิร์กเก๋สุดๆ ผมจำได้ว่าพอผมเปิดแผ่นนี้ให้คุณแม่ฟังเป็นครั้งแรก คุณแม่น้ำตาไหลทันที พอถามว่าร้องทำไม ท่านตอบว่า คิดถึงตอนสาวๆ ที่คุณแม่อกหักเป็นครั้งแรก (หัวเราะ) ผมถึงขั้นโอ้โห เพลงหนึ่งเพลงนี่สามารถนำความทรงจำกลับมาได้ขนาดนี้เลยทีเดียว”

บุรินทร์เล่าเรื่องราวเบื้องหลังแผ่นเสียงต่างๆ ให้เราฟังอย่างออกรส เราซึมซาบได้อย่างรวดเร็วว่าความหลงใหลของเขานั้นคือของจริง “ไม่เคยคิดจะขายเลยครับ” เขาส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ผมมีความสุขกับกิจกรรมตรงนี้ ผมจะมีกลุ่มคนรักแผ่นเสียง เราจะมีวันนั่งฟังเพลงของพวกเรา ยกแผ่นเสียงกันมาคนละหนึ่งกระบะ ผลัดกันเปิดไปเรื่อยๆ นี่คือความสุข ไม่ขายไม่ว่า ผมไม่ให้ยืมด้วยนะครับ ถ้าใครอยากได้ ผมจะหาใหม่ให้ เพราะอย่างที่เห็น การหาแผ่นเสียงเหมือนกับเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตนะครับ ไม่ใช่กดเสิร์ชชื่อเพลงปุ๊บได้ฟังปั๊บ นี่มันต้องมีความพยายาม บางแผ่นใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีกว่าจะได้

“แผ่นเพลงพระราชนิพนธ์ ‘สายฝน’ แผ่นนี้เป็นแผ่นที่ใช้เวลาในการตามหาที่สุดแล้วครับ” เขายกตัวอย่างอย่างภาคภูมิใจ “กว่าจะได้แผ่นที่สวย สมบูรณ์ ไม่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ใช้เวลานานมากจริงๆ มันไม่ใช่แค่ความพยายามเท่านั้นครับ เพราะในวงการแผ่นเสียง บางครั้งเงินก็ไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ถ้าโอกาสไม่ประจวบเหมาะ ถ้าไม่รู้จักกับคนที่มี ถ้าไม่เคยทำคุณงามความดีให้กับเขา เขาก็ไม่มีวันขายให้เราครับ นี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง ‘ความเหนื่อย’ ในการเล่นแผ่นเสียงที่ผมยอมแลกครับ”

หมุนตามโลก แต่คงความสุขในพื้นที่ส่วนตัว

“อัลบั้มใหม่ของผมอัดด้วยวิธีการอนาล็อกอยู่หลายชิ้นเลยนะครับ” บุรินทร์เล่า “แต่ไม่ทั้งหมดครับ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและบุคลากรในยุคปัจจุบัน เพลงที่ออกมาแล้วอย่าง ‘สปอตไลต์’ ‘ขอโทษ’ และ ‘เธอเท่านั้น’ เราอัดกลองด้วยระบบนี้ทั้งหมด”

และในเมื่อระบบการอัดเพลงส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบันกลายเป็นระบบดิจิตอลไปจนหมดแล้ว กระบวนการผลิตแผ่นเสียงที่เป็นอนาล็อกนั้นจะคงอยู่ได้อย่างไร “ก็อย่างว่าน่ะครับ สมัยก่อนกระบวนการอัดเพลงคือต้องอัดลงเทปรีล” บุรินทร์อธิบาย “ส่วนปัจจุบันอัดเข้าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเพลงยุคใหม่ๆ ที่นำไปทำแผ่นเสียงนั้นไม่ใช่ระบบดั้งเดิมเลย มันต่างตั้งแต่กระบวนการอัดแล้ว ไฟล์ที่นำไปทำแผ่นเสียงก็คือไฟล์ที่ออกจากคอมพิวเตอร์และลดทอนความคมชัดไปเท่านั้นเองครับ ผมว่าอรรถรสที่ได้ฟังนั้นไม่เท่ากับยุคการผลิตแผ่นเสียงแบบดั้งเดิมหรอกครับ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วนี่เนอะ

“ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเท่านั้นเองครับ” บุรินทร์สรุป “การได้หาเพลงที่ตัวเองอยากฟังมานั่งฟังในสภาพแวดล้อมที่ผมชอบคือความสุขของผม ผมไม่ได้บอกว่าผมปฏิเสธซาวด์ดิจิตอลนะครับ เพราะเวลาขึ้นรถผมก็ฟังนะ เวลาไปต่างจังหวัดผมก็ยกลำโพงบลูทูธตัวเดียวไป มันสะดวกกว่ามาก แต่ถ้าถามว่าผมมีความสุขมากเท่ากับการได้ฟังแผ่นเสียงไหม มันเทียบไม่ได้ครับ ผมเห็นด้วยว่าการสตรีมมิ่งทำให้หนทางการฟังเพลงเข้าถึงง่าย ซึ่งพอมันง่ายเกินไป สุนทรียะบางประการก็หายไปด้วย ทั้งการควานหาแผ่น การได้มา การชื่นชมอาร์ตเวิร์ก และในที่สุดคือการได้ลงนั่งฟังเพลงเพราะๆ อย่างเต็มสูบ ดังนั้นถ้าให้ผมเลือก ผมจะเลือกในสิ่งที่ให้ความสุขกับผมมากกว่า อาจจะลำบากกว่านิดหน่อย จริงอยู่ที่ผมพร้อมจะหมุนไปกับโลก..

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

Club 21 Men ขอแนะนำแบรนด์ใหม่ Martine Rose (มาร์ติน-โรส) แบรนด์จาก London โดยผู้ออกแบบคือ Martine Rose ชื่อเดียวกับแบรนด์ ผู้มีความหลงใหลในการออกแบบเสื้อผ้าของสุภาพบุรุษ โดยผ่านมุมมองของเธอที่สะท้อนการแต่งกายของผู้ชายในแต่ละสมัย มาร์ติน-โรส ยังเคยเป็นหนึ่งในทีมออกแบบและที่ปรึกษาให้แบรนด์สตรีทชื่อดังอย่าง Vetements

สำหรับคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2019 Martine Rose ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักและจิตวิญญาณที่เธอมีให้แก่กรุงลอนดอน ซึ่งได้ทำการสื่อสารออกมาผ่านมุมมองของผู้ชายผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในคอลเล็กชั่น

ความพิเศษของคอลเล็กชั่นนี้ คือการใช้เทคนิค DIY อยู่ทั่วคอลเล็กชั่น เห็นได้จากการเดินตะเข็บบนข้างนอกของตัวเสื้อผ้า มีเส้นด้ายเดินหลุดลุ่ยบนนิตแวร์

เสื้อโลโก้ของคอลเล็กชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายกราฟฟิคของเครื่องกลรถยนต์ในโรงรถใน Tottenham ที่โรสเคยใช้เป็นสตูดิโอทำงานมาเป็นเวลากว่า 10 ปี

พบกับ Collection Martine Rose SS19 ได้ที่ Erawan Bangkok 1st Floor Tel. 02 025 7712

The post Martine Rose Spring/Summer 2019 Martine Rose’s love letter to London appeared first on L'Officiel Hommes Thailand.

Read Full Article
  • Show original
  • .
  • Share
  • .
  • Favorite
  • .
  • Email
  • .
  • Add Tags 

Separate tags by commas
To access this feature, please upgrade your account.
Start your free month
Free Preview